เราเชื่อว่าหลายคนที่ทำงานในโรงงาน ไซต์ก่อสร้าง อาคารพาณิชย์ หรือแม้แต่ร้านค้าขนาดเล็ก น่าจะเคยคิดคล้าย ๆ กันว่า “แค่ไม่มี ป้ายความปลอดภัย ป้ายเตือนนิดหน่อย ไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่หรอก” แต่ในมุมของกฎหมายแรงงาน ความปลอดภัย และความรับผิดทางแพ่งแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ “นิดหน่อย” และไม่ใช่เรื่องเล็กเลยครับ
ในบทความนี้เราจะพาไปไล่คิดแบบคนทำงานจริง ว่า หากไม่มี ป้ายความปลอดภัย เราเสี่ยงอะไรบ้าง ผิดกฎหมายแค่ไหน และทำไมป้ายเล็ก ๆ แผ่นหนึ่งถึงกลายเป็นตัวชี้เป็นชี้ตายได้!
ป้ายความปลอดภัย ในสายตาคนทำงาน กับ ในสายตากฎหมาย ไม่เหมือนกัน!
ในสายตาคนทำงานหน้างาน ป้ายความปลอดภัย คือของที่
- ติดไว้ให้ครบ ๆ ตามที่เคยเห็นที่อื่น
- มีหรือไม่มีก็ยังทำงานได้
- ถ้าคนมีประสบการณ์ ก็น่าจะรู้เองว่าอะไรอันตราย
ความคิดแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกครับ เพราะในหน้างานจริง คนจำนวนมากอาศัย “ความเคยชิน” และ “ประสบการณ์ส่วนตัว” เป็นตัวนำทาง ทุกวันเดินผ่านจุดเดิม เครื่องเดิม ความเสี่ยงเดิม จนรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องปกติ และไม่จำเป็นต้องมีอะไรมาเตือนซ้ำ แต่ปัญหาคือ หน้างานไม่ได้มีแค่คนเดิมเสมอไป และความเสี่ยงก็ไม่ได้คงที่เหมือนเดิมตลอดเวลา
ในสายตากฎหมาย ป้ายความปลอดภัยคือ
- มาตรการป้องกันอันตรายขั้นพื้นฐาน
- หลักฐานแสดง “ความตั้งใจป้องกัน” ของผู้ประกอบการ
- ตัวชี้วัดว่าผู้ควบคุมสถานที่ได้ทำหน้าที่ของตนหรือไม่
กฎหมายไม่ได้มองว่าคนทำงาน “ควรรู้เอง” แต่ตั้งสมมติฐานว่า ทุกคนมีสิทธิ์ได้รับการเตือนอย่างชัดเจนก่อนจะเข้าไปอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นพนักงานใหม่ คนทำงานแทน ช่างซ่อม ผู้รับเหมา หรือแม้แต่บุคคลภายนอกที่เข้ามาในพื้นที่โดยไม่ได้ตั้งใจ
เราเคยคุยกับเจ้าของโรงงานคนหนึ่ง เขาบอกตรง ๆ ว่า “ผมไม่กลัวอุบัติเหตุเท่ากลัวตอนเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจ แล้วถามว่า ‘ป้ายเตือนอยู่ไหน’ มากกว่า” เขาอธิบายต่อว่า เวลาเกิดเหตุหรือถูกตรวจ สิ่งที่ถูกถามไม่ใช่เครื่องจักรแพงแค่ไหน หรือระบบดีแค่ไหน แต่เป็นคำถามง่าย ๆ ที่ตอบยากที่สุดถ้ามันไม่มีหลักฐานรองรับประโยคนี้สะท้อนความจริงมากครับ เพราะ ป้ายความปลอดภัย คือสิ่งแรก ๆ ที่เจ้าหน้าที่มองหา และเป็นสิ่งที่อธิบายยากที่สุดถ้ามันไม่มี

ไม่มี ป้ายความปลอดภัย ผิดกฎหมายจริงไหม?
คำตอบสั้น ๆ คือ ผิดจริง และไม่ใช่ผิดแบบตีความลอย ๆ แต่มีฐานกฎหมายรองรับชัดเจน ในประเทศไทย กฎหมายหลักที่เกี่ยวข้อง ได้แก่
- กฎหมายความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
- กฎหมายคุ้มครองแรงงาน
- กฎหมายควบคุมอาคาร (ในบางกรณี)
สาระสำคัญของกฎหมายเหล่านี้ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่หลายคนคิด แต่ตั้งอยู่บนหลักการง่าย ๆ คือ นายจ้างหรือผู้ควบคุมสถานที่ ต้องจัดให้มีมาตรการป้องกันอันตราย และสื่อสารความเสี่ยงให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่รับรู้ได้อย่างชัดเจน คำว่า “สื่อสารความเสี่ยง” ในทางกฎหมาย ไม่ได้หมายถึงการบอกปากเปล่า หรือการอบรมครั้งเดียวแล้วจบ แต่หมายถึง ต้องมีสัญญาณหรือเครื่องมือที่มองเห็นได้จริง อยู่ประจำจุด และเข้าใจได้ทันที ซึ่งป้ายความปลอดภัยถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่นี้โดยตรง
ในหลายคดีหรือรายงานการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่จะพิจารณาจากคำถามพื้นฐานมาก เช่น
- จุดนี้มีความเสี่ยงหรือไม่
- ผู้ที่เข้ามาในพื้นที่สามารถรับรู้ความเสี่ยงนั้นได้หรือไม่
- มีการเตือนอย่างเป็นระบบหรือไม่
และคำตอบของคำถามเหล่านี้ มักถูกผูกโยงกลับมาที่คำถามเดียวเสมอคือ “มี ป้ายความปลอดภัย หรือไม่ และป้ายนั้นสื่อสารชัดเจนพอหรือเปล่า” ดังนั้น เมื่อพื้นที่มีความเสี่ยง แต่ไม่มีป้ายเตือน กฎหมายจะไม่ได้มองว่าเป็นความบกพร่องเล็กน้อย แต่จะมองว่า ผู้ควบคุมสถานที่ละเลยหน้าที่ในการป้องกันอันตรายตั้งแต่ต้นทาง พูดให้ชัดขึ้นคือถ้าพื้นที่มีความเสี่ยง แต่ไม่มีป้ายเตือน = ถือว่า ไม่ปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัย และเปิดช่องให้ความรับผิดทางกฎหมายเกิดขึ้นทันที ไม่ว่าจะยังไม่มีอุบัติเหตุ หรือเหตุยังไม่เกิดก็ตาม

แล้วผิดระดับไหน? แค่โดนเตือน หรือถึงขั้นโดนปรับ?
ประสบการณ์ตรงจากหลายไซต์งานที่ผมเคยเห็นมา ส่วนใหญ่จะเริ่มจาก 3 ระดับนี้
ระดับถูกตักเตือนและสั่งแก้ไข
กรณีนี้มักเกิดกับ
- สถานที่ขนาดเล็ก
- ยังไม่เคยมีอุบัติเหตุ
- ตรวจพบว่าไม่มีป้าย หรือป้ายไม่ชัดเจน
เจ้าหน้าที่จะออกคำสั่งให้
- จัดทำป้ายให้ถูกต้อง
- แก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด
หลายคนหยุดอยู่แค่นี้แล้วคิดว่า “เห็นไหม ไม่ร้ายแรง” แต่ความจริงคือ นี่คือ โอกาสครั้งสุดท้าย ก่อนเรื่องจะหนักขึ้น
2. ระดับมีโทษปรับทางปกครอง
- เคยถูกเตือนแล้วไม่แก้
- หรือเป็นพื้นที่เสี่ยงชัดเจน เช่น เครื่องจักรหนัก ไฟฟ้าแรงสูง สารเคมี
โทษจะขยับมาเป็นค่าปรับ ซึ่งตัวเลขอาจไม่ใช่หลักร้อยหรือพัน แต่เป็นหลักหมื่นถึงหลักแสน ขึ้นอยู่กับลักษณะความเสี่ยง เราเคยเห็นโรงงานหนึ่งโดนปรับเพราะ
“มีเครื่องตัด แต่ไม่มี ป้ายความปลอดภัย และไม่มีป้ายบังคับใส่อุปกรณ์ป้องกัน”
ทั้งที่เครื่องนั้นใช้งานมานานหลายปีโดยไม่เคยเกิดอุบัติเหตุเลย
3. ระดับมีอุบัติเหตุ = เรื่องไม่จบแค่ค่าปรับ
นี่คือจุดที่ป้ายความปลอดภัยกลายเป็นประเด็นใหญ่ทันที ถ้าเกิดอุบัติเหตุ และตรวจพบว่า
- ไม่มีป้ายเตือน
- ป้ายไม่ชัด
- หรือป้ายไม่สอดคล้องกับความเสี่ยงจริง
สิ่งที่ตามมาอาจรวมถึง
- ความผิดทางอาญา
- ความรับผิดทางแพ่ง
- การถูกสั่งหยุดใช้งานพื้นที่หรือเครื่องจักร
ประโยคที่มักได้ยินในรายงานตรวจสอบคือ “ไม่มีหลักฐานแสดงการแจ้งเตือนความเสี่ยงแก่ผู้ปฏิบัติงาน” และ ป้ายความปลอดภัย คือหลักฐานชิ้นนั้นโดยตรง

ป้ายความปลอดภัย ไม่ใช่แค่ติดให้มี แต่ต้อง “ถูกประเภท” ด้วย
อีกเรื่องที่หลายที่พลาดคือ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่า “ไม่มีป้ายเลย” แต่อยู่ที่
- มี ป้ายความปลอดภัย แต่ใช้ผิดประเภท หรือใช้ป้ายทั่วไปในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงเฉพาะทาง
ในหน้างานจริง เราเจอกรณีแบบนี้บ่อยมาก บางที่ติดป้ายแล้วก็จริง แต่ติดเพราะคิดว่า มีดีกว่าไม่มี โดยไม่ได้คิดว่าป้ายนั้นสื่อสารอะไรออกไปกับคนที่เห็นบ้าง
ตัวอย่างที่พบได้บ่อย เช่น
- ใช้ป้ายข้อความธรรมดาแทนป้ายบังคับ ทั้งที่พื้นที่นั้นต้องการการกระทำชัดเจน เช่น ต้องใส่อุปกรณ์ป้องกัน
- ใช้ป้ายที่ไม่มีสัญลักษณ์สากล ทำให้คนที่ไม่คุ้นเคยพื้นที่ หรือเป็นช่างภายนอกอ่านไม่ออก
- ใช้สีของป้ายไม่สอดคล้องกับประเภทความเสี่ยง ทำให้คนมองไม่รู้ทันทีว่าต้องระวังระดับไหน
ในมุมกฎหมาย ป้ายความปลอดภัย ไม่ได้ถูกพิจารณาแค่ว่า “มีหรือไม่มี” แต่จะดูว่า
- ป้ายนั้นอยู่ถูกตำแหน่งหรือไม่
- สื่อสารได้ชัดเจนในเวลาสั้น ๆ หรือไม่
- และสามารถทำให้คนที่ไม่เคยอยู่พื้นที่นั้นเข้าใจความเสี่ยงได้หรือไม่
ถ้า ป้ายความปลอดภัย ไม่สามารถทำหน้าที่เหล่านี้ได้จริง ต่อให้ติดอยู่ตรงนั้น ในรายงานการตรวจหรือในชั้นพิจารณาคดี ป้ายนั้นอาจถูกตีความว่า “ไม่มีป้าย” ได้เหมือนกัน ซึ่งเป็นจุดที่หลายสถานที่มองข้าม และมักรู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ปัญหาเกิดขึ้นไปแล้ว
ป้ายความปลอดภัย อาจเป็นต้นทุนที่ดูเล็กมาก เมื่อเทียบกับเครื่องจักรหรือระบบต่าง ๆ แต่ในวันที่มีปัญหา มันคือหลักฐานชิ้นแรกที่ทุกฝ่ายมองหา ถ้าจะให้เราสรุปแบบคนทำงานจริง ๆ เราขอพูดแบบนี้ครับ “ไม่มี ป้ายวามปลอดภัย วันนี้ อาจไม่เป็นอะไร แต่ถ้าเกิดอะไรขึ้น ป้ายที่ไม่มี จะกลายเป็นคำถามที่ตอบยากที่สุด”

Comments