in , ,

คำแนะนำในการเลือกซื้อ รอก ให้เหมาะสำหรับงานของคุณ

รอก เป็นอุปกรณ์เครื่องมือที่ไว้ใช้สำหรับยกหรือเคลื่อนย้ายของหนักในต่างๆ ใช้งานได้ตั้งแต่สถานที่ก่อสร้างไป ร้านงานช่าง ไปจนถึงโรงงานผลิต จะพูดได้ว่ารอกในปัจจุบันนี้ได้กลายเป็นเครื่องมือที่ขาดไม่ได้สำหรับงานขนย้าย หรือยกของ ที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยมาก ในบทความนี้ เราจะมาให้คำแนะนำในการเลือกซื้อ รอก ทั้งข้อมูลประเภท ส่วนประกอบ กลไกการทำงาน ข้อดี การใช้งานและ เคล็ดลับในการใช้งานและข้อควรระวังเบื้องต้น

รอก

ทำความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับรอก

รอก คือ อุปกรณ์เครื่องกลที่ช่วยอำนวยความสะดวก  หรือช่วยผ่อนแรงในการทำงาน โดยเฉพาะการยกสิ่งของให้เคลื่อนจากที่ โดยพื้นฐานรอกจะมีลักษณะเป็นวงกลมแบนหมุนได้คล้ายวงล้อ และใช้เชือกหรือโซ่คล้อง/สายสลิงสำหรับดึง  แบ่งออกตามลักษณะการทำงานได้เป็น  3  ประเภท  คือ 

  1. รอกเดี่ยวตายตัว  ไม่ช่วยผ่อนแรงแต่ช่วยให้การยกทำได้ง่ายมากขึ้น
  2. รอกเดี่ยวเคลื่อนที่   ช่วยผ่อนแรงได้  2  เท่า จากน้ำหนักของโหลด
  3. รอกพวง จำนวณผ่อนแรงได้มากหรือน้อยจะขึ้นอยู่กับจำนวนโซ่ สลิง หรือเชือกที่คล้องผ่านรอก

รอกมีบทบาทสำคัญในหลากหลายงาน เช่น การก่อสร้าง การผลิต คลังสินค้า และโลจิสติกส์ ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถยกวัสดุและอุปกรณ์ที่หนักได้อย่างปลอดภัยและรวดเร็ว เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บจากการยกของหนักได้อย่างมากในปัจจุบัน

ข้อควรพิจรณาก่อนเลือกซื้อรอก

เมื่อต้องการเลือกรอก มาใช้งานสิ่งที่ต้องดูก่อนเลือกคือ น้ำหนักความจุที่จะต้องการยก เพราะควรจะมีค่าโหลดสูงสุดอย่างน้อยต้องเท่ากับน้ำหนักของสิ่งที่ต้องการยกขึ้นและไม่สูงกว่าความจุที่คานที่ต้องนำเครื่องไปติดตั้งจะรับได้ นอกจากปัจจัยที่ระบุนี้แล้วสำหรับรอกทั่วไปเช่นรอกโซ่ รอกดึง รอกไฟฟ้า หรือไฮดรอลิก คุณไม่ควรดูแค่น้ำหนักของสิ่งของที่ต้องการยกเพียงเท่านั้น แต่เรายังต้องคำนวณค่าประสิทธิภาพโหลดเฉลี่ยหรือ (MEL) และปรับใช้ตัวคูณ MEL ของ .65 ด้วย เพื่อความปลอดภัยมากที่สุดขณะทำงาน

รอก

ระยะและพื้นที่ติดตั้งรอกก็มีความสำคัญ

เมื่อเลือกสถานที่ติดตั้ฃรอกนั้น สิ่งสำคัญคือการเลือกให้เหมาะสมกับระยะการใช้งานของคุณ ดังนั้นคุณควรพิจารณาสิ่งต่อไปนี้ด้วย

  • ระยะยก ลิฟท์ (Lift) เป็นระยะความสูงที่รอกสามารถยกสิ่งของขึ้นได้ ควรเลือกให้เหมาะสมตามน้ำหนักและขนาดของสิ่งของที่คุณจะยกขึ้น และควรมีการจำกัดความสูงที่ปลอดภัยต่อผู้ทำงานด้วย
  • ระยะเคลื่อนย้าย รีช (Reach) ความยาวระยะที่รอกสามารถเคลื่อนไปยังด้านหน้าหรือด้านหลังได้ ควรเลือกให้เหมาะสมกับพื้นที่และชนิดรอกที่คุณจะใช้งาน เพื่อให้สะดวกและปลอดภัยในการทำงานมากที่สุด
  • พื้นที่ทำงาน (Headroom) พื้นที่ที่จำเป็นรอบด้านบนของรอกเพื่อให้สามารถยกสิ่งของขึ้นได้โดยไม่มีข้อจำกัด ควรเลือกหัวโต๊ะที่มีพื้นที่เพียงพอสำหรับการทำงานโดยไม่มีข้อจำกัดของพื้นที่ด้านบน และให้ความสำคัญกับการปรับให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของการทำงาน

เลือกประเภทของรอกที่เหมาะสำหรับงานของคุณ

เมื่อคุณต้องการที่จะเลือกประเภทใช้งานของรอกเพื่อใช้งาน จะต้องพิจารณาหลายปัจจัย เช่น น้ำหนักของวัสดุที่จะถูกยกขึ้น ความเร็วของการเคลื่อนย้าย และปริมาณของงานที่ต้องการย้าย การเลือกรอกที่ถูกต้องสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้ เราลองมาดูกันว่ารอกแต่ละแบบเหมาะกับงานอะไนบ้าง

  • รอกโซ่มือแบบแมนนวล  มีราคาที่ต่ำที่สุด ทำให้เหมาะสำหรับการใช้งานชั่วคราวหรือใช้งานไม่บ่อย ความจุโหลดต่ำ ระยะยกสั้น และไม่ต้องพึ่งแหล่งพลังงาน
  • รอกไฟฟ้าแบบนิวแมติก  มีความเร็วในการยกที่เร็วกว่า สร้างแรกยกได้มากกว่า และเหมาะกว่ารอกแบบแมนนวลสำหรับรอบงานหนัก ความจุโหลดสูง และสามารถยกค้างไว้ได้นาน
  • รอกลม อาศัยอากาศอัดในปริมาณมากในการทำงาน และมักใช้สำหรับการใช้งานที่เกี่ยวข้องกับการยกค้างนานๆ หรือต้องการรอบการทำงานที่สูง และในพื้นที่ที่ไม่มีไฟฟ้า มอเตอร์ลมสามารถระบายความร้อนได้เอง ทำให้สามารถรันไทม์ได้ไม่จำกัด และเนื่องจากไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดประกายไฟ รอกอากาศจึงถูกนำมาใช้ในพื้นที่อันตรายบางแห่งซึ่งอาจมีก๊าซหรือฝุ่นที่ติดไฟได้ ข้อเสียประการหนึ่งคือรอกลมมีเสียงในการทำงานที่ดังกว่ามากหากเทียบกับรอกแบบอื่น
  • รอกไฟฟ้า อาจมีราคาซื้อต่ำกว่ารอกนิวแมติกเล็กน้อย เสียงจะเงียบกว่ารอกลมในการทำงาน อาศัยพลังงานจากไฟฟ้าเป็นตัวขับเคลื่อน รอกไฟฟ้ามักใช้งานสำหรับงานยกทั่วไปและยังสามารถติดตั้งมอเตอร์พิเศษและส่วนควบคุมเพื่อให้เหมาะสำหรับใช้ในพื้นที่ที่อันตรายที่คนไม่สามารถเข้าไปได้

ข้อแนะนำสำหรับการใช้งานรอกไฟฟ้า

เพื่อลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บจากไฟฟ้าช็อต ตัวควบคุมรอกไฟฟ้าส่วนใหญ่จะไม่ทำงานบนแรงดันไฟฟ้าที่สูงเกินรอบมอเตอร์ของรอก แต่จะใช้การลดแรงดันไฟฟ้าลงเป็น 120v หรือ 24v ทำให้รอกสามารถติดตั้งกับระบบการควบคุมประเภทต่างๆ ได้หลากหลาย ที่พบมากที่สุด คือ การควบคุมด้วยแผงหรือคอนโซลควบคุมรอก

ประเภทการควบคุมที่ใช้ได้อีกประเภทหนึ่งคือตัวแปลงความเร็ว (VFD) หรือเรียกว่าตัวแปลงความถี่ (AFD) ระบบควบคุมโซลิดสเตตนี้จะปรับความเร็วและแรงบิดของมอเตอร์ AC โดยความถี่และแรงดันไฟฟ้าขาเข้าของมอเตอร์ที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น รอกความเร็วแปรผันที่ 20 FPM ใช้ไฟ 60 Hz จะทำงานที่ประมาณ 10 FPM หากผ่านการควบคุม VFD ความถี่จะลดลงเหลือ 30 Hz เป็นต้น

ระบบขับเคลื่อนความถี่แปรผันแบบวงปิด หรือที่เรียกว่าไดรฟ์เวกเตอร์ฟลักซ์โดยใช้ตัวแปรส่งสัญญาณไฟฟ้าไปที่ เพลามอเตอร์รอกหรือเพลาเอาต์พุต ผ่านตัวควบคุมอย่างกระปุกเกียร์ เพื่อส่งสัญญาณไปยังโมดูลควบคุม ทำให้สามารถควบคุมความเร็วและการจับโหลดที่แม่นยำยิ่งขึ้น

ข้อกำหนดใช้งานรอกตามมาตรฐาน FEM 

สิ่งที่ควรรู้ไว้อีกอย่างก็คือ ข้อกำหนดมาตรฐาน FEM (FEM Hoist Duty Service Classification) คือ มาตรฐานที่ใช้ในการจำแนกประเภทของการให้บริการของระบบยกของ เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานต่าง ๆ โดย FEM หมายถึง Federation Européenne de la Manutention (European Federation of Materials Handling) ซึ่งเป็นองค์กรที่กำหนดมาตรฐานในงานยกสินค้าและความปลอดภัยในการใช้งาน ซึ่ง Hoist Duty Service Classification จะแบ่งการให้บริการของระบบยกของเป็นหลายระดับ เช่น FEM 1, FEM 2, FEM 3, ซึ่งแต่ละระดับจะมีความสามารถในการทำงานและการใช้งานที่แตกต่างกันไป โดยจะใช้ระดับที่เหมาะสมกับงานและสภาพแวดล้อมการทำงานในแต่ละโครงการ ซึ่งแต่ละระดับของ FEM Hoist Duty Service Classification มีลักษณะและการใช้งานที่แตกต่างกันดังนี้

  • FEM 1 [FEM 1] เหมาะสำหรับงานที่มีการใช้งานน้อยหรือไม่ถี่เท่าไหร่ เช่น การใช้งานในโรงงานที่มีการยกสินค้าเป็นครั้งคราว เฉพาะในงานที่ไม่ได้มีการทำงานต่อเนื่องหรือใช้งานหนักมาก
  • FEM 2 [FEM 2] เหมาะสำหรับการใช้งานที่มีความถี่ในการใช้งานมากขึ้น และมีการยกสินค้าเป็นประจำ สามารถทำงานได้ต่อเนื่องโดยไม่มีปัญหา เช่น ใช้งานในโรงงานที่มีการยกสินค้าบ่อยๆ หรือในสถานที่ที่ต้องการความเร็วและประสิทธิภาพในการทำงาน
  • FEM 3 [FEM 3] เป็นระดับที่มีความสามารถในการทำงานและใช้งานที่สูงที่สุด มักใช้ในสถานที่ที่มีการใช้งานอย่างต่อเนื่องและมีการยกสินค้าหนักอย่างสม่ำเสมอ เช่น ใช้งานในโรงงานหรือคลังสินค้าที่มีการยกสินค้าทุกวันโดยตลอดทั้งวัน

โปแกรมการหาค่าเฉลี่ยโหลดการทำงานต่อวันของรอก

จากมาตรฐาน FEM กำหนดไว้ว่าระยะเวลาการใช้งานรอกปกติแล้วอยู่ที่ 10 ปี และวันทำงานไม่เกิน 250 วันต่อปีจาก Load spectrum แบ่งได้จากลักษณะการทำงานเช่น งานเบา (Light Use),งานปานกลาง (Medium Use),งานหนัก (Heavy Use) และงานหนักมาก (Very Heavy Use)


คำนวณ Average Daily Operating Time

คำนวณ Average Daily Operating Time


เพื่อกำหนดระดับชั้นของรอกที่เหมาะสมในการใช้งาน คุณสามารถใช้ข้อมูลเกี่ยวกับสัดส่วนระยะเวลาและน้ำหนักที่ใช้งาน (Load spectrum) และค่าเฉลี่ยช่วงเวลาปฏิบัติงานต่อวัน (Average daily operating Time Per day) ในการตัดสินใจเลือกระดับชั้นของรอกได้ดังนี้

  1. วิเคราะห์ Load Spectrum (สัดส่วนระยะเวลาและน้ำหนักที่ใช้งาน):

ให้ทำการวิเคราะห์สัดส่วนของระยะเวลาที่ระบบรอกจะต้องทำงานในแต่ละระดับโหลด (load level) และน้ำหนักของส่วนประกอบที่จะยกในแต่ละระดับโหลดนั้น ๆเมื่อทราบสัดส่วนระยะเวลาและน้ำหนักแต่ละระดับโหลด จะช่วยให้คุณเลือกระดับชั้นของรอกที่มีความจุเหมาะสมในการรองรับการใช้งานทั้งหมด

  1. ใช้ข้อมูลค่าเฉลี่ยช่วงเวลาปฏิบัติงานต่อวัน (Average daily operating Time Per day)

ค่าเฉลี่ยช่วงเวลาปฏิบัติงานต่อวันจะช่วยให้คุณประมาณความสามารถในการทำงานของระบบรอกในแต่ละวันอาจพิจารณาเพิ่มเติมเกี่ยวกับความถี่ของการใช้งานรวมถึงระยะเวลาที่ระบบรอกจะต้องทำงานในแต่ละรอบ

  1. เลือกระดับชั้นของรอก

โดยทั่วไปแล้ว เมื่อมีการใช้งานที่มีระยะเวลาและน้ำหนักที่มากขึ้น คุณจะต้องเลือกใช้รอกที่มีระดับชั้นสูงขึ้น เพื่อให้รอกมีความสามารถในการยกส่วนประกอบที่มีน้ำหนักมากขึ้นค่าเฉลี่ยช่วงเวลาปฏิบัติงานต่อวันก็จะเป็นข้อมูลอีกประการหนึ่งที่ช่วยในการกำหนดระดับชั้นของรอกที่เหมาะสม

สรุป

หวังว่าข้อมูลในบทความนี้จะให้ข้อมูลเชิงลึกที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับข้อควรพิจารณาก่อนซื้อหรือรอก การเลือกรอกที่เหมาะสมสำหรับการใช้งานอาจเป็นก้าวแรกสู่การเคลื่อนย้ายวัสดุที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และถูกหลักข้อกำหนดมาตรฐาน หากต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อกำหนดต่างๆแนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อความแนะนำที่ถูกต้อง อ่านข่าวสารเครื่องมือช่างเพิ่มเติมได้ที่ toolmartonline.com เว็บไซต์ข้อมูลเครื่องมือช่างที่ครบที่สุด

บทความอื่นๆ เพิ่มเติม


What do you think?

Comments

Comments

Loading…

0
เครื่องเชื่อม

10 วีธีที่ทำให้ เครื่องเชื่อม ของคุณทำงานอย่างสม่ำเสมอ และแม่นยำ

เครื่องปั่นไฟ

คู่มือสำหรับเลือก เครื่องปั่นไฟ ที่เหมาะสำหรับใช้งานในบ้าน