in

หลักใช้งานและบำรุงรักษา เครื่องปั่นไฟ ให้มีประสิทธิภาพดีที่สุด

เครื่องปั่นไฟ
เครื่องปั่นไฟ

การต่อ เครื่องปั่นไฟ หลายเครื่อง

คนส่วนมากมักนิยมใช้เครื่องเครื่องปั่นไฟ หลายตัวในการจ่ายไฟให้ใช้งานมากกว่าใช้เเครื่องปั่นไฟตัวใหญ่ตัวเดียวในการผลิตกระแสไฟฟ้า

สำหรับการใช้งานเครื่องปั่นไฟ เพื่อจ่ายกำลังไฟฟ้าให้กับโหลดนั้น ส่วนใหญ่มักจะใช้เครื่องปั่นไฟ หลายตัวมาต่อขนานกันมากกว่าจะใช้เครื่องปั่นไฟขนาดใหญ่เพียงตัวเดียว ซึ่งการต่อขนานใช้งานเครื่องปั่นไฟนั้น ถือว่ามีข้อดีกว่าเลือกใช้เครื่องปั่นไฟขนาดใหญ่ตัวเดียวหลายประการ คือ

  1. สามารถทำการซ่อมแซม หรือบำรุงรักษาเครื่องปั่นไฟที่เกิด ปัญหาขัดข้องได้ง่าย เพราะคงเป็นไปได้ยากที่เครื่องปั่นไฟจะเกิดปัญหา ขัดข้อง หรือเกิดความเสียหายพร้อมๆ กัน เมื่อทำการซ่อมแซมเครื่องปั่นไฟเครื่องหนึ่ง แต่เครื่องปั่นไฟอีกเครื่องหนึ่ง ก็ยังคงทำงานได้อยู่และไม่จำป็น ต้องหยุดเครื่อง สามารถจ่ายกำลังไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องไม่ขาดตอน
  2. ความต้องการในการใช้กำลังไฟฟ้านั้น ไม่อาจคาดคะเนได้ตายตัว บาง ครั้งโหลดมีการใช้ไฟน้อย บางครั้งโหลดต้องการใช้ไฟมาก เช่นนั้น ถ้าหากมีการ ติดตั้งเครื่องปั่นไฟเพื่อจ่ายกำลังไฟฟ้าสํารองหลายตัว ในเวลาที่โหลดใช้ ไฟน้อย เครื่องปั่นไฟก็อาจจะสตาร์ททำงานเพียงเครื่องเดียว แต่เมื่อโหลด เกิดต้องการใช้ไฟมาก ก็ถึงเวลาที่เครื่องปั่นไฟเครื่องที่สองจะสตาร์ททำงาน หรือนอกจากนี้ยังสามารถขนานเครื่องปั่นไฟเครื่องอื่นๆ เพิ่มเข้าไปได้อีก ด้วย
  3. หากโหลดมีความต้องการกระแสไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะต้อง มีการติดตั้งเครื่องปั่นไฟและต่อขนานกันเพิ่มขึ้น กลายเป็น Network ขม พลังงานไฟฟ้าสํารอง จำเป็นจะต้องคำนึงถึงสิ่งสําคัญดังต่อไปนี้ 
  • แรงดันไฟฟ้าที่ขั้วของเครื่องปั่นไฟ จะต้องเท่ากับแรงดันไฟฟ้าที่บัสบาร์ 
  • ความเร็วรอบของเครื่องปั่นไฟ จะต้องทำให้ได้ความถี่เท่ากัน กับความถี่ที่บัสบาร์ 
  • เฟสของแรงดันไฟฟ้าจากเครื่องปั่นไฟ จะต้องเหมือนกับเฟส ของแรงดันไฟฟ้าที่บัสบาร์

การสังเกตการเปลี่ยนแปลงจากอุปกรณ์ในการขนาน เครื่องปั่นไฟ

  1. โวลต์มิเตอร์ใช้ตรวจสอบแรงดันไฟฟ้าเครื่องกำเนิด และที่บัสบาร์ 
  2. หลอดไฟซิงโครไนซ์ใช้ตรวจสอบลำดับเฟสของเครื่องกำเนิด และที่ บัสบาร์ 
  3. ซิงโครสโคปใช้ตรวจสอบความถี่ของเครื่องปั่นไฟกับที่บัสบาร์

การต่อวงจรขนานเครื่องปั่นไฟ กระแสสลับ 1 เฟส (Synchronizing of Single Phase Alternator)

สำหรับการขนานเครื่องปั่นไฟ 1 เฟส ถ้าต้องการให้เครื่องกำเนิด ไฟฟ้ากระแสสลับเครื่องที่ 2 และ 3 เป็นเครื่องกำเนิดที่ต้องการขนานเข้ากับมัน บาร์ของเครื่องกำเนิดเครื่องแรก สามารถทำได้โดยการใช้หลอดไฟ L1 และ 12 จะเรียกว่า หลอดไฟซิงโครไนซ์ โดยจะต้องต่อเข้ากับวงจรการขนานเครื่องกำเนิด ไฟฟ้า โดยการใช้หลอดไฟซิงโครไนซ์ ซึ่งจะสามารถต่อได้ 2 วิธีดังนี้

  • แบบที่ 1 ต่อแบบหลอดดับ 2 หลอด
  • แบบที่ 2 ต่อแบบหลอดสว่าง 2 หลอด 

ในกรณีหลังจากการต่อขนานกันแล้ว แต่ความเร็วรอบไม่เท่ากัน ระหว่างเครื่องปั่นไฟเครื่องที่ 1 และเครื่องที่ 2 สาเหตุนี้ส่งผลให้ความถี่ของแรง เคลื่อนไฟฟ้าที่จ่ายออกมามีความแตกต่างกัน เกิดการต่างเฟสระหว่างแรงเคลื่อน ไฟฟ้าของเครื่องปั่นไฟทั้งสองเครื่อง ซึ่งการต่างเฟสนี้จะมีผลทำให้ความถี่มี ความเปลี่ยนแปลง

การเกิดปัญหาความเร็วรอบไม่เท่ากันนี้ หลังจากการขนานวงจรของเครื่องปั่นไฟ จึงจำเป็นต้องปรับให้ความเร็วรอบของเครื่องกำเนิดเครื่องที่ 2 เท่ากับเครื่องกำเนิดเครื่องที่ 1 เนื่องจากบางช่วงเวลาในขณะเครื่องปั่นไฟ ทำงาน ผลรวมของแรงเคลื่อนไฟฟ้าจะมีค่าสูงสุด และอาจมีแรงเคลื่อนไฟฟ้าค่าต่ำ ที่สุดในบางเวลา ส่งผลให้หลอดไฟซิงโครไนซ์เปล่งแสงริบหรี่ หรืออาจวูบวาบและ ดับไปในที่สุด เช่นนั้น แปลว่าแรงเคลื่อนไฟฟ้า E1 และ E2 มีเฟสตรงข้ามกัน ผล รวมของแรงเคลื่อนไฟฟ้าจึงเป็นศูนย์ เป็นเหตุให้ไม่มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านหลอด ไฟซิงโครไนซ์ ซึ่งในขณะที่หลอดไฟซิงโครไนซ์ดับอยู่ จะต้องทำการปิดสวิตช์ของ เครื่องปั่นไฟเครื่องที่ 2 ต่อวงจรขนานกับเครื่องปั่นไฟเครื่องที่ 1 ได้

หลังจากต่อวงจรขนานเครื่องปั่นไฟทั้งสองเครื่องแล้วหลอดไฟซิงโครไนซ์ ยังคงดับสนิทอยู่ ทั้งนี้ การต่อวงจรขนานเครื่องปั่นไฟแบบนี้เรียกว่า “การขนานแบบ 2 หลอดดับ” แต่หากเป็นการต่อวงจรขนานเครื่องปั่นไฟด้วย วิธีที่สอง “ต่อแบบหลอดสว่าง 2 หลอด” โดยการต่อวงจรขนานแบบนี้ หลอดไฟ ซิงโครไนซ์จะสว่างที่สุด เมื่อแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่หลอดไฟจะเป็น 2 เท่าของแรงดัน ไฟฟ้าในแต่ละเครื่อง

การต่อวงจรขนานเครื่องปั่นไฟกระแสสลับ 3 เฟส (Synchronizing of Three Phase Alternator)

การต่อวงจรขนานเครื่องปั่นไฟกระแสสลับ 3 เฟส สามารถขนานได้ โดยการใช้หลอดไฟซิงโครไนซ์ และซิงโครสโคป

การขนานเครื่องปั่นไฟกระแสสลับ 3 เฟส โดยการใช้หลอดไฟซิง โครไนซ์ คือ

  • แบบที่ 1 หนึ่งหลอดดับ สองหลอดสว่าง 
  • แบบที่ 2 สามหลอดดับ

การต่อวงจรขนานเครื่องปั่นไฟกระแสสลับ 3 เฟส ด้วยซิงโครสโคป

  1. ความเร็วรอบของแรงกลต้นกำลังที่ใช้ขับเครื่องปั่นไฟจะต้องมี ความถี่เท่ากันกับความถี่ของระบบ
  2. กระแสไฟฟ้าที่ใช้กระตุ้นขดลวดสนามแม่เหล็กของเครื่องปั่นไฟ จะต้องมีการปรับจนกว่าจะได้แรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้วมีค่าเท่ากันกับแรงเคลื่อน ไฟฟ้าที่ระบบ
  3. มุมระหว่างเฟสของแรงเคลื่อนไฟฟ้าจากเครื่องปั่นไฟจะต้องเท่า กันกับแรงดันไฟฟ้าที่ระบบด้วยซิงโครสโคป โดยจะต้องสังเกตที่เข็มของซิงโครส โคป หากเข็มชี้ไปที่ตำแหน่งศูนย์ (0) นั่นแปลว่าแรงเคลื่อนไฟฟ้าของเครื่องกำเนิด ไฟฟ้าเกิดขึ้นพร้อมกันกับแรงเคลื่อนไฟฟ้า ซึ่งเข็มของซิงโครสโคปจะเบนขึ้นช้าๆ แต่หากความถี่ของเครื่องปั่นไฟมีค่าความถี่ของระบบ เข็มของซิงโครสโคป จะเบนทวนเข็มนาฬิกา หรือหากความถี่ของเครื่องปั่นไฟมีค่าต่ำกว่าความของระบบ เข็มของซิงโครสโคปก็จะเบนไปในทิศทางตามเข็มนาฬิกา
  4. เมื่อเข็มซิงโครสโคปชี้ไปที่ตำแหน่งศูนย์ (0) จึงจะสามารถสับสวิตช์ให้ เครื่องปั่นไฟต่อเข้ากับระบบได้

การควบคุมเครื่องปั่นไฟ

ในขณะที่เครื่องปั่นไฟกำลังทำงาน โหลดจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ ตลอดเวลา เช่นนั้น จึงทำให้แรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ปลายสายมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่ง เป็นเหตุที่สร้างความเสียหายให้กับโหลด เช่น โหลดเกิดการหยุดทำงานหรือเกิด การเผาไหม้ จึงจำเป็นจะต้องมีการควบคุมแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่จ่ายไปยังโหลด ซึ่ง การควบคุมแรงเคลื่อนไฟฟ้าของเครื่องปั่นไฟนั้นจะมีหลายวิธี และสามารถ แบ่งได้ 2 ประเภทใหญ่ดังนี้

การควบคุมแรงเคลื่อนไฟฟ้าด้วยมือ

การควบคุมแรงเคลื่นไฟฟ้าด้วยมือ ถือว่าเป็นวิธีควบคุมแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ ได้รับความนิยมกับเครื่องปั่นไฟ 1 เฟส ซึ่งจะมีกำลังจ่ายไม่สูงมากนัก โดย การควบคุมจะเป็นการปรับเปลี่ยนความเร็วของกำลังกลต้นกำลังให้น้อยลง หรือ อาจจะเป็นการปรับให้กระแสไฟฟ้าที่ป้อนขดลวดสนามแม่เหล็กให้น้อยลง แต่การ ควบคุมด้วยมือจะมีข้อเสียคือ มีความแม่นยําน้อย และไม่รวดเร็วเท่าที่ควร

การควบคุมแรงเคลื่อนไฟฟ้าด้วยระบบอัตโนมัติ

การควบคุมแรงเคลื่นไฟฟ้าด้วยระบบอัตโนมัติ ถือว่าเป็นวิธีควบคุมแรง เคลื่อนไฟฟ้าซึ่งเป็นที่นิยมใช้กับเครื่องปั่นไฟขนาดใหญ่ที่จ่ายกระแสกำลัง สูงอย่างเครื่องปั่นไฟในโรงงาน เนื่องจากเมื่อโหลดเปลี่ยนแปลง กระแส โหลดและเพาเวอร์แฟกเตอร์ของโหลดจะเปลี่ยนแปลง ทำให้แรงดันไฟฟ้าปลาย สายเปลี่ยนแปลง เช่นนั้น จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแรงดันเพื่อรักษาระดับให้มี ความคงที่

หลักการทำงานระบบควบคุมอัตโนมัติ

เมื่อเครื่องปั่นไฟทำงาน และป้อนแรงเคลื่อนไฟฟ้าจ่ายให้กับโหลด ขดลวดรีเลย์ A จะควบคุมให้คอนแทค B ปิดและเปิดหลายครั้งในเวลาเพียง 1 วินาที โดยเอ็กไซเตอร์จะป้อนแรงดัน รวมถึงกระแสไฟตรงด้วยขนาดที่คงที่ไปยัง ขดลวดสนามแม่เหล็กของเครื่องปั่นไฟ หากแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่จ่ายไปยัง โหลดลดลง จะส่งผลแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่รีเลย์ A ลดลงด้วย และคอนแทค B จึงปิด จึงทำให้แรงเคลื่อนและกระแสไฟฟ้าตรงจากเอ็กไซเตอร์ป้อนให้กับขดลวดสนาม แม่เหล็กของเครื่องกำเนิดจะเพิ่มสูงขึ้น จึงทำให้แรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ปลายสายที่ ทำหน้าที่ป้อนไปยังโหลดเพิ่มขึ้น แต่แรงเคลื่อนไฟฟ้าที่จ่ายไปยังโหลดสูงขึ้นเท่า เดิม เช่นนั้น แรงเคลื่อนไฟฟ้าที่รีเลย์ A จะสูงขึ้นด้วย ทำให้คอนแทค B ออกคำ สั่งเปิดและปิดหลายครั้ง ความต้านทานที่ต่อกับวงจรจะสูงขึ้น ทำให้แรงดันและ กระแสที่เอ็กไซเตอร์ป้อนให้กับขดลวดสนามแม่เหล็กเครื่องกำเนิดลดลง ทำให้ แรงดันปลายสายป้อนโหลดลดลงเท่าเดิม ในปัจจุบันจะนิยมการควบคุมแรงดัน แบบอัตโนมัติ ซึ่งการควบคุมด้วยระบบอัตโนมัตินี้ จะมีความแม่นยําและมีความ รวดเร็วสูง อีกทั้งยังได้มีการนําวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และโปรแกรมระบบปฏิบัติการ คอมพิวเตอร์มาช่วยควบคุมด้วย

การคำนวณหาเปอร์เซ็นต์โวลต์เทจเรกูเลชั่น(Voltage Regulation)

เมื่อความต้องการกระแสไฟฟ้าของโหลดมีการเปลี่ยนแปลง (น้อยบ้าง มากบ้างบางเวลา) ทำให้แรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้วของเครื่องปั่นไฟจะมีการ เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย อีกทั้งยังขึ้นอยู่กับเพาเวอร์แฟกเตอร์ (อัตราส่วนของ กำลังงานไฟฟ้าที่ใช้งานจริง) ของโหลด การคำนวณหาค่าโวลต์เทจเรกูเลชัน ใน เวลาที่เครื่องปั่นไฟจ่ายโหลดเต็มพิกัด เพื่อหาเปอร์เซ็นต์โวลต์เทจเรกูเลชั่นโดยใช้วิธีคำนวนดังต่อไปนี้

เมื่อเครื่องปั่นไฟจ่ายโหลดที่มีเพาเวอร์แฟกเตอร์นําหน้า (Leading) แรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้วจะสูงกว่าเวลาที่ไม่มีโหลด แต่เมื่อจ่ายโหลดเพาเวอร์ แฟกเตอร์ล้าหลัง (Lagging) แรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้วจะลดลงมากกว่า หากโหลดมี ค่าเพาเวอร์แฟกเตอร์เป็น 1 หรือ 100 เปอร์เซ็นต์

สาเหตุการขัดข้องและ การบำรุงรักษาเครื่องปั่นไฟ

เมื่อระบบไฟฟ้าหลักของการไฟฟ้าเกิดปัญหาขัดข้อง ไม่สามารถจ่าย กระแสไฟฟ้าได้ เครื่องปั่นไฟจึงถือเป็นระบบไฟฟ้าสํารองที่สามารถจ่าย กระแสไฟฟ้าแทนได้ แต่หากเครื่องปั่นไฟมีปัญหาขัดข้อง และไม่ได้รับการ แก้ไขให้เครื่องปั่นไฟ มีประสิทธิภาพพร้อมใช้งานได้เสมอ เครื่องปั่นไฟ ซึ่งเป็นระบบพลังงานสํารองก็ไม่มีประโยชน์เพื่อกู้สถานการณ์ฉุกเฉินไว้ได้ เช่นนั้น การศึกษาสาเหตุต่างๆ ของปัญหาขัดข้องของเครื่องปั่นไฟ จึงมีความจำเป็น เพื่อนําไปแก้ไขปัญหาที่เกิด ขึ้นเฉพาะหน้า และการบำรุง รักษาเพื่อให้เครื่องปั่นไฟ มีสภาพที่พร้อมใช้งานอยู่เสมอ โดยทั้งนี้สาเหตุหลักของปัญหา ที่เกิดขึ้น มักจะเกิดขึ้นกับระบบ เครื่องยนต์ต้นกำลัง และระบบ การทำงานของเครื่องกำเนิด ไฟฟ้าเอง

ปัญหาและสาเหตุที่เกิดขึ้นกับเครื่องยนต์ ของเครื่องปั่นไฟ

ปัญหาขัดข้องสาเหตุ
เครื่องยนต์สตาร์ทไม่ได้ มอเตอร์สตาร์ทไม่ทำงาน1. แบตเตอรี่หมด
2. เครื่องยนต์ไม่ฟรี
3. สวิตช์มอเตอร์สตาร์ทเสีย
4. มอเตอร์สตาร์ทเสีย
เครื่องยนต์สตาร์ทไม่ได้จากการที่ มอเตอร์สตาร์ทหมุนช้า1. แบตเตอรี่ไฟไม่เต็มเนื่องจากชํารุดหรือไฟไม่ชาร์จ
2. ขั้วต่อสายแบตเตอรี่หลวม
3. มอเตอร์สตาร์ทเสีย
เครื่องยนต์สตาร์ทไม่ได้แต่มอเตอร์ ทำงานปกติ1. ตั้งจังหวะฉีดน้ำมันเชื้อเพลิง
2. กำลังต่ำ
3. ไส้กรองอากาศอุดตัน
เครื่องยนต์ร้อนจัด1. น้ำหล่อเย็นรั่ว
2. น้ำมันหล่อลื่นแห้ง
3. สายพานปั้มน้ำขาดหรือหย่อน
4. หม้อน้ำรังผึ้งอุดตัน
เครื่องยนต์เสียงเคาะ1. ชาร์ปละลายหรือหลวม
2. บูชก้านสูบเสีย
3. แหวนลูกสูบหลวม
4. สปริงวาล์วหัก
5. ตั้งจังหวะจุดระเบิดผิด
เครื่องยนต์มีควันดำ1. ตั้งสกรูส่งน้ำมันมากเกินไป
2. ระบบเร่งฉีดของปั้มฉีดค้าง
3. กำลังอัดกระบอกสูบต่ำ
เครื่องยนต์สตาร์ทแล้วดับ1. วาล์วรั่วหรือค้าง
2. ตั้งกัฟเวอร์เนอร์ในจังหวะเดินผิด
เครื่องยนต์ไม่มีกำลัง1. วาล์วรั่ว
2. ลูกสูบหลวม
3. ตั้งวาล์วผิด
4. แหวนลูกสูบหัก
5. ตั้งจังหวะจุดระเบิดผิด
6. เครื่องยนต์ร้อนจัด
เครื่องยนต์เดินเบาไม่สนิท1. ตั้งกัฟเวอร์เนอร์ในตำแหน่งเดินเบาผิด
2. จังหวะจุดระเบิดผิด
3. วาล์วรั่ว
4. สปริงวาล์วหัก

ปัญหาและสาเหตุที่เกิดขึ้นกับไดนาโมปั่นไฟรวมถึงการแก้ไข

ปัญหาขัดข้อง สาเหตุวิธีแก้ไข
ขณะทำงานมีเสียง1. โหลดไม่สมดุล ดังผิดปกติ
2. ตัวเชื่อม Coupling หลวมไม่ได้ระดับ
3. ระยะช่องว่างระหว่างโรเตอร์ และสเตเตอร์ไม่ดี
4. แผ่นเหล็กบางหลวม
-ตรวจแก้โหลดให้สมดุล ปรับตัว Coupling ให้ได้ระดับ
-ตรวจสอบสายพาน
-กวดนอตให้แน่นข้อขัดข้อง
ความร้อนสูงผิดปกติ1. ทำงานเกินพิกัด
2.โหลดไม่สมดุล
3. ฟิวส์ต่อสายไฟโหลดขาด
4. การระบายความร้อนไม่ดี
5. ขดลวดโรเตอร์ลัดวงจรหรือขดลวดไม่ครบวงจร
6. ขดลวดสเตเตอร์ลัดวงจรหรือขดลวดไม่ครบวงจร
7. ลูกปืนแตก
– วัดกระแสเทียบกับขนาดบนแผ่นป้าย จัดโหลดให้สมดุลเปลี่ยนฟิวส์ใหม่
-ทำความสะอาดตรวจและเปลี่ยนขดลวดที่ชํารุดใหม่
-ตรวจสอบลูกปืนว่าหลวม หรือแห้ง 
ปัญหาขัดข้อง ขณะทำงานไม่มี แรงดันเอาต์พุต1. ขดลวดสเตเตอร์ลัดวงจรหรือขดลวดวงจรเปิด
2.ขดลวดโรเตอร์ลัดวงจรหรือขดลวดวงจรเปิด
3. สลิปริงลัดวงจร
4. ความชื้นภายใน
5. ไม่มีแรงดันไฟตรงแปรงถ่านบนสลิปริง หรือไม่มีแรงดันไฟตรงจากเอ็กไซเตอร์
6. โวลต์มิเตอร์บกพร่อง
7. จุดต่อสายหลวม8. ลืมปรับโวลต์เทจเรกูเลเตอร์
– ตรวจและเปลี่ยนขดลวด ที่ชํารุด
-ตรวจความต้านทาน ฉนวน สลิปริงด้วย เมกเกอร์
-ตรวจสอบความต้านทาน ขดลวด แล้วอบให้แห้ง
-ตรวจดูความบกพร่อง ของสวิตซ์ ตรวจสอบฟิวส์จากสายไฟ เอ็กไซเตอร์
-ตรวจสอบโวลต์มิเตอร์ ทำความสะอาดที่สลิปริง และแปรงถ่าน
-ทำความสะอาดและปรับ หน้าสัมผัสให้แน่น
– ปรับกัฟเวอร์เนอร์ ควบคุมความเร็ว
แรงดันเอาต์พุตสูงผิดปกติ1. ความเร็วสูงเกินไป ผิดปกติ
2. ป้อนฟิลด์มากเกินไป
3. ขดลวดสเตเตอร์ที่ต่อแบบเดลต้าวงจรเปิดชุดหนึ่ง
– ปรับกัฟเวอร์เนอร์ควบคุมความเร็วให้น้อยลง
– ปรับโวลต์เทจเรกูเลเตอร์
-ต่อหรือเปลี่ยนขดลวดที่ ชํารุดใหม่ชุดหนึ่ง
ความถี่ไม่ถูกต้อง เปลี่ยนแปลงเรื่อยๆ1. ความเร็วไม่ถูกต้องหรือเปลี่ยนแปลงเรื่อยๆ
2. แรงดันไฟตรงป้อน ฟิลด์ไม่คงที่
– ปรับกัฟเวอร์เนอร์ควบคุมความเร็ว
-ปรับสายพานขับเอ็กไซเตอร์ให้ตึ่ง
แรงดันเอาต์พุตสูงๆต่ำๆ1.หน้าสัมผัสโวลต์เทจเรกูเลเตอร์สกปรก
2.ความต้านทานฟิลด์ภายนอกไม่แน่น
– ทำความสะอาด และปรับหน้าสัมผัสให้แน่น-       ต่อและปรับหน้าสัมผ้สให้แน่น
สเตเสตอร์ร้อนเป็นจุด1.ขดลวดอาร์เมเจอร์บางเฟสลัดวงจร
2.โรเตอร์ไม่ได้ศูนย์กลาง
3.ขดลวดแต่ละวงจรไม่สมดุล
4.ข้อต่อขดลวดไม่แน่น
5.การต่อลำดับเฟสขดลวดผิด
-ตรวจสอบและเปลี่ยนขดลวดที่ชำรุดใหม่
-ตรวจการโค้งงอของเพลา
-ปรับขดลวดแต่ละวงจรให้สมดุล
-ทำข้อต่อขดลวดให้แน่น
-ต่อลำดับเฟสของขดลวดให้ถูกต้อง
ขดลวดสนามแม่เหล็กร้อนเกินไป1.ขดลวดสนามแม่เหล็กลัดวงจร
2.กระแสไฟตรงป้อนฟิลด์สูงเกินไป
3.การระบายความร้อนไม่ดี
– ตรวจสอบเปลี่ยนขดลวดที่ชำรุด
-ลดกระแสไฟตรงจากเอ็กไซเตอร์ลง
– ทำความสะอาดส่วนต่างๆเอาสิ่งที่กีดขวางทางระบายความร้อนออก
เมื่อสัมผัสโครงเครื่องปั่นไฟแล้วไฟซ็อต1.ต่อขดลวดสนามแม่เหล็กที่สเตเตอร์กลับทาง
2.ประจุไฟฟ้าสถิต หรือ ขดลวดสนามแม่เหล็กรั่วลงดิน
3.ขดลวดอาร์เมเจอร์รั่วลงดิน
– ตรวจลำดับขั้ว และต่อลำดับขั้วสายไฟให้ถูกต้อง
– ตรวจสอบข้อต่อสายดินของโครงเครื่องกำเนิด ทำความสะอาดและต่อใหม่ให้แน่น

วิธีบำรุงรักษา เครื่องปั่นไฟ

  • น้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้กับเครื่องยนต์ต้นกำลังจะต้องปราศจากสารเจือปน
  • จะต้องเลือกใช้น้ำมันหล่อลื่นที่มีคุณภาพดี
  • การบำรุงรักษาเครื่องปั่นไฟจำเป็นจะต้องปฏิบัติตามคู่มือเฉพาะของเครื่องปั่นไฟ
  • ก่อนเดินเครื่องปั่นไฟ จะต้องมีการติดตั้งเทอร์โมสตัดเพื่อควบคุมอุณหภูมิ
  • การใช้งานเครื่องปั่นไฟจำเป็นจะต้องระวังด้านความปลอดภัยเป็นหลัก
  • หลีกเลี่ยงการใช้งานเครื่องปั่นไฟ จนเกินพิกัด
  • หากระดับแรงดันน้ำมันหล่อลื่นต่ำกว่าปกติ ไม่ควรเดินเครื่องใช้งานเครื่องปั่นไฟ
  • เมื่อตรวจพบว่ามีชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ชํารุด ควรหลีกเลี่ยงการใช้งานเครื่องปั่นไฟ
  • เมื่อเครื่องยนต์เกิดความร้อนจัดจะต้องหยุดการใช้งาน และจะต้องมีอุณหภูมิไม่เกิน 950 องศา
  • ในกรณีที่น้ำหล่อเย็นมีอุณหภูมิต่ำกว่า 600 องศา จะต้องหงานเครื่องปั่นไฟ เนื่องจากจะส่งผลเสียต่อเครื่องยนต์

ข้อสังเกตุหลังการใช้งาน เครื่องปั่นไฟ

  • ตรวจสอบการประจุไฟฟ้ากระแสตรงของไดชาร์จ
  • ตรวจสอบการประจุไฟฟ้ากระแสตรงของแบตเตอรี่
  • แรงดันของน้ำมันหล่อลื่นจะอยู่ที่ประมาณ 0.41 Mpa ที่ความเร็วรอบ 1,500 rpm
  • อุณหภูมิของห้องเครื่องยนต์จะต้องต่ำกว่า 510 องศา
  • ตรวจสอบอุณหภูมิของน้ำมันเชื้อเพลิงดีเซล จะต้องน้อยกว่า 710 องศา
  • ในขณะที่เครื่องปั่นไฟจ่ายกำลังไฟฟ้า อุณหภูมิน้ำมันหล่อเย็นจะอยู่ที่ประมาณ 800 องศา
  • ตรวจสอบตัวสับจ่ายกระแสไฟฟ้าอัตโนมัติทำงานถูกต้องหรือไม่
  • ตรวจสอบความถี่ว่าถูกต้องหรือไม่
  • ตรวจสอบแรงดันไฟฟ้าว่าถูกต้องหรือไม่
  • ตรวจสอบการจ่ายกระแสไฟฟ้าสมดุลหรือใกล้เคียงกันในแต่ละเฟส
  • จะต้องมีการบำรุงรักษาเครื่องปั่นไฟตามระยะเวลาที่กำหนด

ไอเดียประยุกต์ใช้งาน เครื่องปั่นไฟ

ในยุคที่น้ำมันเชื้อเพลิงแพง พลังงานไฟฟ้าก็แพงตามไปด้วย จึงได้มีความ พยายามที่จะผลิตพลังงานไฟฟ้าขึ้นใช้เอง สำหรับเครื่องปั่นไฟที่ต้องใช้ เครื่องยนต์เป็นต้นกำลังในการผลิต ก็ยังคงหนีไม่พ้นการใช้เชื้อเพลิงอย่างน้ำมัน อยู่ดี เช่นนั้น การคิดค้นพัฒนาเพื่อหาพลังงานมาทดแทนพลังงานกลที่ได้จาก เครื่องยนต์ ซึ่งถือเป็นต้นกำลังที่สามารถสร้างแรงหมุนให้กับเครื่องปั่นไฟ ได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานที่สิ้นเปลืองและนับวันยิ่งร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ ดังนั้นจึงเกิดไอเดียมากมายที่สามารถสร้างพลังงานกลต้นทุนต่ำ เพื่อขับเคลื่อน เครื่องปั่นไฟไว้ใช้งานในบ้านเรือน หรือสะสมพลังงานกลที่ได้จากสิ่งต่างๆ ทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และผลพลอยได้จากกิจกรรมมากมายที่มีเกิดเป็น พลังงาน จึงเกิดเป็นไอเดีย “สุดเจ๋ง” มากมาย ในการ พัฒนาคิดค้นพลังงานต้น กำลังที่สามารถป้อนไปยัง เครื่องปั่นไฟ ด้วย ภูมิปัญญาอันสุดบรรเจิด

เครื่องปั่นไฟจากน้ำฝน

หยดน้ำฝนที่ตกลงมาจากฟากฟ้า รวมถึงน้ำที่ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำตาม แรงโน้มถ่วงของโลก คือ พลังงานกลที่ไม่มีต้นทุน เช่นนั้น ถ้านําพลังงานจากการ ไหลของน้ำฝนที่ไหลรวมและตกลงมาจากหลังคา เป็นพลังงานต้นกำลังเพื่อขับ เคลื่อนเครื่องปั่นไฟ เราจะได้พลังงานไฟฟ้าแบบไร้ต้นทุนการผลิต ไม่มีค่า FT และไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

ก่อนอื่นจะต้องทำการติดตั้งรางน้ำฝน เพื่อให้น้ำฝนไหลรวมกันมาอยู่ที่ จุดเดียว ซึ่งเป็นการเพิ่มอัตราการไหลให้แรงพอที่จะผลักให้กังหันที่เชื่อมต่อกับ เครื่องปั่นไฟหมุนได้ เมื่อเครื่องปั่นไฟ ได้รับแรงหมุน ทำให้เกิดการ ตัดกันของขดลวดอาร์เมเจอร์และขดลวดสนามแม่เหล็ก เกิดเป็นพลังงานไฟฟ้าที่ สามารถนําไปใช้ประโยชน์ได้ หรือสามารถนําเอาไอเดียนี้ไปประยุกต์กับพลังงาน ต้นกำลังในรูปแบบอื่นๆ เช่น การไหลของน้ำในระบบประปา “ทุกครั้งที่เปิดก๊อก ใช้น้ำ จะเป็นการสร้างพลังงานไฟฟ้าไว้ใช้งาน”

เครื่องปั่นไฟจากแรงปั่น

การออกกำลังกายด้วยเครื่องออกกำลังกายแบบปั่นอยู่กับที่ ยังคงได้รับ ความนิยมมาจนถึงทุกวันนี้ การปั่นจักรยานด้วยเครื่องออกกำลังกาย เป็นการช้างพลังงานกลที่เปล่าประโยชน์ “เป็นทิ้งเสียไปเฉยๆ” เช่นนั้น ถ้าเราจะนําเอา พลังงานกลที่เกิดขึ้นจากการปั่นจักรยานด้วยเครื่องออกกำลังกาย มาเป็นพลังงาน ฉันกำลังเพื่อขับเคลื่อนเครื่องปั่นไฟ ก็ถือว่าได้ประโยชน์หลายต่อ เพราะ นอกจากจะช่วยสร้างเสริมสุขภาพของเราให้แข็งแรงแล้ว ยังได้ผลพลอยได้โดย การผลิตพลังงานไฟฟ้าไว้ใช้ประโยชน์อีกด้วย ” ทุกครั้งที่เราปั่นจักรยาน คือ การสร้างพลังงานไฟฟ้า”

เครื่องปั่นไฟหมุนเวียน

“มอเตอร์ไฟฟ้าสร้างพลังงานกล มอเตอร์เครื่องปั่นไฟสร้างพลังงาน ไฟฟ้า” ถ้าเราจะเอาพลังงานของทั้งสองมอเตอร์ส่งกำลังหมุนเวียนหากัน ก็ย่อม จะเป็นการเกื้อกูลพลังงานซึ่งกันและกันได้เป็นอย่างดี เมื่อเสียบปลั๊กไฟเดิน มอเตอร์พลังงานกล แรงหมุนจะถูกส่งต่อไปที่เครื่องปั่นไฟและพลังงาน ไฟฟ้าจะถูกจ่ายกลับไปเลี้ยงมอเตอร์ที่สร้างพลังงานกล พลังงานหมุนเวียนใช้สร้าง พลังงาน อาจจะใช้พลังงานไฟฟ้าหลักจากการไฟฟ้าเพียงเล็กน้อย “ตอนแรงของ การสตาร์ททำงาน” นอกจากนั้นเป็นการใช้พลังงานเกื้อกูลกันเอง โดยที่ไม่ได้สิ้น เปลืองไฟฟ้าหลักเลยอีกต่อไป

What do you think?

Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Loading…

0
ปั้มลม

ทำไมเรา ถึงจำเป็นต้องมี ปั้มลม หรือเครื่องอัดลมไว้ใช้ที่บ้าน?

เครื่องเร้าเตอร์

เครื่องเร้าเตอร์ เลือกยังไงให้เหมาะกับงานของคุณ