in

ทำไมปากหลอดซิลิโคนตัน ทั้งที่ข้างในยังเหลือ? เก็บอย่างไรให้ใช้ครั้งต่อไปได้

ซิลิโคนหนึ่งหลอดไม่ได้ถูกใช้หมดในครั้งเดียวเสมอไป โดยเฉพาะงานเล็ก ๆ อย่างอุดขอบอ่าง เก็บรอยต่อ หรือซ่อมจุดที่น้ำซึม ใช้จริงอาจหมดไปเพียงไม่กี่ส่วนของหลอด ที่เหลือจึงมักถูกเก็บไว้ในกล่องเครื่องมือพร้อมความคิดว่า “คราวหน้าค่อยเอามาใช้ต่อ”

แต่พอถึงคราวหน้าจริง ๆ ปัญหาก็มักเริ่มตรงหัวหลอด กดปืนยิงแล้วแทบไม่ขยับ ซิลิโคนตรงปากแข็งเป็นยาง หรือถอดหัวฉีดออกมาดูก็พบก้อนซิลิโคนแข็งอุดอยู่ด้านใน ทั้งที่ตัวหลอดยังหนักและเห็นชัดว่ายังเหลืออีกมาก

เหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้แปลว่าซิลิโคนทั้งหลอดแข็งพร้อมกันเสมอไป เพราะซิลิโคนยาแนวแบบส่วนประกอบเดียวหลายชนิดบ่มเมื่อสัมผัสกับความชื้นในอากาศ เมื่อเปิดหลอดใช้งานแล้ว บริเวณหัวฉีดซึ่งอยู่ใกล้อากาศภายนอกมากที่สุดจึงมักเริ่มบ่มก่อน และค่อย ๆ กลายเป็นจุกแข็งอุดทางออกเอาไว้

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมการเก็บซิลิโคนที่ใช้ไม่หมดจึงมีผลกับการนำกลับมาใช้ครั้งต่อไป และทำไมคำว่า “ยังเหลือครึ่งหลอด” ไม่ได้หมายความว่า “ยังใช้ได้ครึ่งหลอด” เสมอไป

ทำไมซิลิโคนถึงแข็งตรงปากหลอดก่อน ทั้งที่ข้างในยังนิ่ม?

ซิลิโคนยาแนวชนิดส่วนประกอบเดียวหรือ 1-component หลายผลิตภัณฑ์ใช้ความชื้นจากบรรยากาศเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบ่ม เมื่อเนื้อซิลิโคนออกจากบรรจุภัณฑ์และสัมผัสกับความชื้น กระบวนการนี้จะเริ่มขึ้น จากเนื้อที่นิ่มและเหนียวจึงค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นวัสดุยืดหยุ่นคล้ายยาง

ตอนที่หลอดยังใหม่และไม่เคยเปิด เนื้อซิลิโคนถูกเก็บอยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่ปิดสนิท แต่เมื่อเจาะซีล ติดหัวฉีด และเริ่มใช้งาน สภาพตรงปากหลอดก็เปลี่ยนไปแล้ว โดยเฉพาะซิลิโคนที่ค้างอยู่ในหัวฉีดหลังใช้งาน ซึ่งเป็นส่วนที่อยู่ใกล้อากาศภายนอกมากที่สุด

ถ้าทิ้งไว้ เนื้อส่วนนี้จะค่อย ๆ บ่มจนกลายเป็นยางแข็ง และอาจเกิดเป็น “จุก” อยู่ในหัวฉีด พอหยิบกลับมาใช้ครั้งต่อไปจึงรู้สึกเหมือนซิลิโคนทั้งหลอดแข็ง ทั้งที่ความจริงจุดอุดตันอาจอยู่เฉพาะบริเวณหัวเท่านั้น

เอกสารเกี่ยวกับซิลิโคนของ Dow กล่าวถึงการเกิดจุกของวัสดุที่บ่มแล้วบริเวณปลายภาชนะระหว่างการเก็บ และระบุว่าส่วนที่บ่มแล้วดังกล่าวสามารถนำออกได้ในกรณีที่ผลิตภัณฑ์ส่วนที่เหลือยังอยู่ในสภาพใช้งานได้ จึงไม่จำเป็นต้องเห็นหัวแข็งแล้วรีบทิ้งทั้งหลอดทันที

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกหลอดที่หัวตันจะยังใช้ต่อได้ เพราะต้องดูสภาพของซิลิโคนที่เหลือร่วมด้วย

หัวตันอย่างเดียว กับซิลิโคนทั้งหลอดเริ่มมีปัญหา ดูต่างกันอย่างไร?

เมื่อหยิบหลอดเก่ามาแล้วกดไม่ออก สิ่งแรกที่ควรทำไม่ใช่เพิ่มแรงกด แต่ควรตรวจบริเวณหัวฉีดก่อน หากถอดหัวออกแล้วพบว่ามีก้อนซิลิโคนแข็งเป็นแท่งอยู่เฉพาะภายในหัว ขณะที่เนื้อบริเวณปากคาร์ทริดจ์ด้านในยังมีลักษณะตามปกติ ปัญหาอาจอยู่ที่จุกซิลิโคนในหัวฉีดเป็นหลัก

ในกรณีที่หัวฉีดสามารถเปลี่ยนได้ การเปลี่ยนหัวใหม่เป็นวิธีที่ตรงไปตรงมา หรือหากจะนำส่วนที่แข็งออกจากหัวเดิมก็ควรทำอย่างระมัดระวัง โดยไม่ใช้วิธีที่เสี่ยงทำให้มือบาดหรือทำให้บรรจุภัณฑ์เสียหาย

แต่ถ้าถอดหัวแล้วพบว่าซิลิโคนแข็งลึกเข้าไปบริเวณปากคาร์ทริดจ์ เนื้อที่บีบออกมามีก้อนแข็งปะปน มีลักษณะเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด หรือใช้งานไม่เหมือนสภาพปกติ ก็ไม่ควรพยายามแก้ด้วยการเพิ่มแรงจากปืนยิงอย่างเดียว เพราะการบีบออกมาได้ไม่ได้รับประกันว่าซิลิโคนยังคงคุณสมบัติตามที่ผู้ผลิตกำหนด

ยิ่งเป็นงานที่ต้องพึ่งการซีลหรือการยึดเกาะจริงจัง เช่น รอยต่อภายนอกอาคาร บริเวณที่มีน้ำ หรือจุดที่แก้ไขภายหลังได้ยาก การประหยัดซิลิโคนที่เหลือเพียงบางส่วนอาจไม่คุ้มกับการต้องรื้อรอยเดิมแล้วทำใหม่หากวัสดุไม่อยู่ในสภาพที่เหมาะสม

แล้วควรเก็บซิลิโคนที่ใช้ไม่หมดอย่างไร?

หลักคิดสำคัญของการเก็บซิลิโคนที่เปิดแล้วคือ ลดการสัมผัสกับอากาศและความชื้นบริเวณทางออกของผลิตภัณฑ์ และเก็บตามสภาพที่ผู้ผลิตกำหนด แต่รายละเอียดว่าให้ปิดอย่างไรไม่ได้เหมือนกันทุกยี่ห้อหรือทุกรุ่น

ตัวอย่างเช่น คู่มือของ Sika มีคำแนะนำสำหรับคาร์ทริดจ์ที่เปิดแล้วว่า หากจะเก็บเพียงช่วงสั้น ๆ สามารถปล่อยหัวฉีดไว้และเปลี่ยนหัวเมื่อนำกลับมาใช้งาน ส่วนกรณีที่ต้องการเก็บนานขึ้น มีคำแนะนำให้ถอดหัวฉีดและปิดบริเวณปากคาร์ทริดจ์ด้วยอะลูมิเนียมฟอยล์

ขณะที่ Bostik ให้คำแนะนำสำหรับผลิตภัณฑ์บางชนิดอีกลักษณะหนึ่ง โดยให้ถอดหัวฉีดออก วางพลาสติกปิดบริเวณปากคาร์ทริดจ์แล้วขันหัวกลับเข้าไป และยังกล่าวถึงการใช้สกรูขนาดใหญ่เสียบที่ปลายหัวฉีดเพื่อช่วยยืดระยะเวลาการเก็บหลังเปิดด้วย

ตรงนี้น่าสนใจ เพราะวิธีที่คนทำงานช่างคุ้นเคยอย่างการเอาสกรูหรือตะปูเสียบหัวซิลิโคน ไม่ใช่เรื่องที่ไม่มีที่มาเสียทีเดียว แต่ก็ไม่ควรขยายเป็นสูตรสำเร็จว่าซิลิโคนทุกหลอดต้องเก็บด้วยวิธีนี้ หากผู้ผลิตของรุ่นที่เราใช้อยู่มีคำแนะนำเฉพาะ ก็ควรยึดวิธีนั้นก่อน

เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่ว่าต้องใช้สกรู ตะปู ฟอยล์ หรือพลาสติกให้เหมือนกันทุกครั้ง แต่อยู่ที่การป้องกันบริเวณทางออกของผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสม และไม่ปล่อยหัวฉีดเปิดรับสภาพแวดล้อมโดยไม่จำเป็น

สถานที่เก็บก็สำคัญ ไม่ใช่ปิดหัวแล้วโยนไว้ตรงไหนก็ได้

ต่อให้ปิดปากหลอดอย่างดี สภาพแวดล้อมที่นำไปเก็บก็ยังมีผลต่อผลิตภัณฑ์ ซิลิโคนแต่ละรุ่นจะมีเงื่อนไขการเก็บที่ผู้ผลิตกำหนด เช่น ต้องเก็บในบริเวณแห้ง หลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรง และอยู่ภายในช่วงอุณหภูมิที่กำหนด

ด้วยเหตุนี้ จุดที่ดูเหมือนสะดวกอย่างท้ายรถ กล่องเครื่องมือที่วางกลางแดด หรือบริเวณใกล้แหล่งความร้อน จึงอาจไม่ใช่สถานที่เหมาะสำหรับเก็บซิลิโคน โดยเฉพาะเมื่ออุณหภูมิบริเวณนั้นสูงกว่าที่ผู้ผลิตกำหนดเป็นเวลานาน

สิ่งที่ควรทำหลังใช้งานจึงมีสองส่วนควบคู่กัน คือจัดการบริเวณปากหลอดตามวิธีที่เหมาะสม และนำไปเก็บในสภาพแวดล้อมตามข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์ การทำอย่างแรกแต่ละเลยอย่างหลังไม่ได้หมายความว่าซิลิโคนจะคงสภาพได้ตามต้องการ

และถึงจะเก็บอย่างเหมาะสม ก็ไม่ควรคาดหวังว่าหลอดที่เปิดแล้วจะมีสภาพเหมือนหลอดที่ยังไม่เคยเปิดทุกประการ การเก็บที่ดีเป็นการช่วยเพิ่มโอกาสให้นำกลับมาใช้ต่อได้ ไม่ใช่การรับประกันว่าจะเก็บได้นานเท่าใดโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง

ระวังคำว่า Shelf Life เพราะมักหมายถึงหลอดที่ยังไม่เปิด

จุดนี้เป็นเรื่องที่หลายคนมองข้าม เวลาเห็นวันหมดอายุหรือข้อมูล Shelf Life ของซิลิโคน ก็อาจคิดว่าตราบใดที่ยังไม่ถึงวันที่กำหนด ต่อให้เปิดใช้ไปแล้วก็น่าจะเก็บต่อได้จนถึงวันนั้น

แต่เงื่อนไขของ Shelf Life ต้องอ่านให้ครบด้วย เพราะผู้ผลิตมักระบุอายุการเก็บภายใต้เงื่อนไขของ บรรจุภัณฑ์เดิมที่ยังปิดสนิทและเก็บในสภาพที่กำหนด เมื่อเราเจาะซีลและเปิดใช้งานไปแล้ว เงื่อนไขดังกล่าวก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมซิลิโคนที่ “ยังไม่หมดอายุ” จึงสามารถมีปัญหาหลังเปิดทิ้งไว้นานได้ และในทางกลับกันก็ไม่ควรกำหนดเองว่าซิลิโคนทุกหลอดเปิดแล้วต้องใช้ให้หมดภายในจำนวนวันเดียวกัน เพราะสูตร บรรจุภัณฑ์ และคำแนะนำหลังเปิดของแต่ละผลิตภัณฑ์อาจแตกต่างกัน

ถ้าเป็นคนที่ใช้ซิลิโคนครั้งละน้อยและมีแนวโน้มว่าจะเหลือเก็บบ่อย การดูเรื่องการเก็บหลังเปิดตั้งแต่ตอนเลือกซื้อก็มีประโยชน์ไม่น้อย โดยเฉพาะการเลือกขนาดบรรจุภัณฑ์ให้สัมพันธ์กับปริมาณงาน เพราะต่อให้ซื้อหลอดใหญ่แล้วดูคุ้มกว่า แต่ถ้าใช้เพียงเล็กน้อยและส่วนที่เหลือเสื่อมสภาพก่อนใช้งานครั้งต่อไป ความคุ้มที่คิดไว้ก็อาจหายไปด้วย

ก่อนนำซิลิโคนหลอดเก่ากลับมาใช้ เช็กมากกว่าแค่ว่า “บีบออกไหม”

สมมุติเก็บซิลิโคนไว้ระยะหนึ่งแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ หลังถอดจุกที่หัวออกหรือเปลี่ยนหัวฉีดแล้วพบว่ายังสามารถบีบเนื้อซิลิโคนออกมาได้ อย่าเพิ่งใช้ความรู้สึกว่า “ออกแล้ว แปลว่ายังดี” เป็นเกณฑ์เพียงอย่างเดียว

ควรสังเกตว่าเนื้อซิลิโคนยังมีลักษณะตามที่ผลิตภัณฑ์ควรเป็นหรือไม่ มีส่วนแข็งหรือก้อนผิดปกติปะปนออกมาหรือเปล่า และผลิตภัณฑ์ถูกเก็บอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสมหรือไม่ หากเก็บไว้นานมากหรือสงสัยว่าสภาพเปลี่ยนไป ควรตรวจสอบข้อมูลจากผู้ผลิตก่อนนำไปใช้กับงานสำคัญ

Sika ระบุในเอกสารทางเทคนิคว่าผลิตภัณฑ์ Sikasil ที่เกินอายุเก็บอาจมีการบ่มช้าลงและให้สมบัติทางกายภาพต่ำกว่าค่าที่ระบุในเอกสารผลิตภัณฑ์ แม้ลักษณะการบีบออกจากบรรจุภัณฑ์อาจไม่ได้เปลี่ยนอย่างชัดเจน ประเด็นนี้ทำให้เห็นว่า การบีบออกได้เป็นเพียงสิ่งที่สังเกตได้อย่างหนึ่ง ไม่ได้ยืนยันคุณสมบัติของซิลิโคนทั้งหมด

สำหรับงานเล็กที่ไม่สำคัญมาก ผู้ใช้อาจตรวจสอบตามคำแนะนำของผลิตภัณฑ์ก่อนตัดสินใจ แต่ถ้าเป็นงานที่ความเสียหายจากรอยรั่วหรือการยึดเกาะล้มเหลวมีต้นทุนสูง การใช้ผลิตภัณฑ์ที่สภาพแน่นอนย่อมลดความเสี่ยงกว่าการพยายามใช้ของเก่าให้หมดหลอด

ปากหลอดตัน แก้ได้บางครั้ง แต่ป้องกันตั้งแต่เก็บง่ายกว่า

ปัญหาซิลิโคนเหลือแต่บีบไม่ออกมักเริ่มจากจุดเล็ก ๆ ตรงหัวฉีด เมื่อซิลิโคนที่ค้างอยู่สัมผัสความชื้นในอากาศและเริ่มบ่ม เนื้อส่วนนี้จะค่อย ๆ แข็งเป็นยางจนกลายเป็นจุกอุดทางออก ขณะที่เนื้อด้านในอาจยังไม่ได้แข็งตามไปทั้งหมด

ถ้าเจออาการนี้จึงไม่จำเป็นต้องรีบออกแรงบีบให้มากขึ้น ลองตรวจหัวฉีดและสภาพเนื้อด้านในก่อน หากเป็นเพียงจุกที่หัวและผลิตภัณฑ์ส่วนที่เหลือยังอยู่ในสภาพเหมาะสม ก็อาจนำกลับมาใช้ต่อได้ตามแนวทางของผู้ผลิต แต่ถ้าเนื้อซิลิโคนเปลี่ยนสภาพไปแล้วหรือเก็บมานานจนไม่แน่ใจ การเปลี่ยนหลอดใหม่อาจเหมาะกว่า

ส่วนครั้งต่อไปที่ใช้ซิลิโคนไม่หมด อย่ารอจนหัวแข็งแล้วค่อยคิดว่าจะเก็บอย่างไร จัดการปากหลอดทันทีหลังใช้งาน ปิดตามวิธีที่ผู้ผลิตแนะนำ และเก็บไว้ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม วิธีเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ซิลิโคนที่เปิดแล้วอยู่ได้ตลอดไป แต่ช่วยลดโอกาสที่จะกลับมาเจอภาพเดิม คือ หลอดยังหนัก ซิลิโคนยังเหลือ แต่กดเท่าไรก็ไม่ออกจากหัวเสียที

What do you think?

Comments

Comments

Loading…

0

Written by Simon Harper

THE TECHNOLOGY IS ONE

เครื่องเป่าลม

ใช้ เครื่องเป่าลม เป่าน้ำออกจากผิวได้ แต่มีข้อจำกัด ในการไล่ความชื้น?