ลองนึกภาพว่ากดเปิด สวิตช์ไฟ ห้องครัวตอนเช้า แล้วได้ยินเสียงแปะเบา ๆ จากในผนัง หลอดไฟติดแต่กะพริบอยู่สองสามที ก่อนนิ่ง พอจับหน้ากากสวิตช์ก็รู้สึกอุ่นมือ ทั้งที่เปิดไว้ไม่ถึงชั่วโมง เรื่องแบบนี้หลายบ้านปล่อยผ่าน เพราะไฟยังติด ยังใช้งานได้ตามปกติ
ความคิดแรกของหลายคนคือ สวิตช์เก่าแล้ว เดี๋ยวค่อยเปลี่ยนก็ได้ใช่ไหม? แต่ความจริงแล้ว อาการเล็ก ๆ ของสวิตช์ไฟคือสัญญาณว่ามีจุดต่อหลวม หน้าสัมผัสเสื่อม หรือโหลดเกิน ซึ่งทุกอย่างทำให้เกิดความร้อนสะสมในผนัง และความร้อนสะสมที่จุดต่อสายไฟเป็นต้นเหตุของไฟไหม้ในบ้านได้
บทความนี้จะไล่อาการของ สวิตช์ไฟ ที่เจอบ่อยทีละแบบ บอกว่าแต่ละอาการชี้ไปที่ต้นเหตุไหน อาการไหนแค่ต้องเปลี่ยนสวิตช์ และอาการไหนต้องตัดไฟแล้วเรียกช่างไฟทันที
ทำไม สวิตช์ไฟ ตัวเล็ก ๆ ถึงเป็นจุดที่ต้องระวังในวงจรไฟบ้าน?
ทุกครั้งที่เปิดไฟ กระแสไฟทั้งหมดของหลอดหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าในวงจรนั้นจะวิ่งผ่านขั้วต่อสายสองจุดและหน้าสัมผัสคู่เล็ก ๆ ในสวิตช์ จุดต่อแบบนี้ถ้าแน่นและสะอาดก็แทบไม่ร้อน แต่ถ้าหลวมแม้เพียงเล็กน้อย หรือหน้าสัมผัสเริ่มไหม้ ความต้านทานที่จุดนั้นจะสูงขึ้น และเปลี่ยนไฟฟ้าเป็นความร้อนตลอดเวลาที่เปิดใช้
ปัญหาคือจุดนี้อยู่ในกล่องปิดในผนัง เรามองไม่เห็นว่ามันร้อนแค่ไหน สิ่งเดียวที่บอกได้คืออาการที่โผล่ออกมาภายนอก เช่น ความอุ่นที่หน้ากาก เสียง กลิ่น และพฤติกรรมของหลอดไฟ
หลักที่จะใช้ตลอดบทความนี้คือ สวิตช์ไฟ ที่ปกติต้องเงียบ เย็น และตัดต่อได้ชัดเจน อาการที่ออกนอกสามข้อนี้ต้องหาสาเหตุ ไม่ใช่รอให้หายเอง
สวิตช์ไฟ อุ่นหรือร้อนเมื่อจับ แปลว่ามีความร้อนสะสมอยู่ข้างใน
สวิตช์ไฟที่ใช้กับหลอดไฟทั่วไปไม่ควรอุ่นจนรู้สึกได้ ถ้าหน้ากากอุ่นหรือร้อน ต้นเหตุที่พบบ่อยมีสามอย่าง คือสกรูยึดสายที่ขั้วหลวม หน้าสัมผัสข้างในไหม้จากการใช้งานนาน หรือสวิตช์ถูกใช้กับโหลดที่หนักเกินพิกัด เช่น ต่อปั๊มน้ำ แอร์ หรือไฟหลายสิบดวงไว้บนสวิตช์ตัวเดียว
วิธีจัดการคือ เลิกใช้โหลดในวงจรนั้นก่อน ตัดเบรกเกอร์ ให้ช่างไฟเปิดหน้ากากตรวจ ถ้าเป็นแค่สกรูหลวม ช่างจะขันใหม่และดูว่าปลายสายไหม้หรือยัง ถ้าสายเริ่มกรอบหรือฉนวนเปลี่ยนสี ต้องตัดสายส่วนที่เสียออกแล้วต่อใหม่
ถ้าโหลดเกินพิกัด ต้องย้ายโหลดนั้นไปใช้อุปกรณ์ควบคุมที่เหมาะสม ไม่ใช่แค่เปลี่ยน สวิตช์ไฟ

รอยเหลือง รอยดำ หรือหน้ากากเสียรูป
ถ้าพลาสติกรอบปุ่มสวิตช์ไฟ หรือหน้ากาก มีสีเหลือง สีน้ำตาล รอยดำ หรือเริ่มบิดเบี้ยว แปลว่าความร้อนสูงพอจะทำให้พลาสติกเสื่อมแล้ว ห้ามใช้ต่อแม้ไฟยังติด ให้ตัดเบรกเกอร์ของวงจรนั้นทันที และเรียกช่างไฟ
เสียงแปะ หรือมีประกายไฟตอนกด สวิตช์ไฟ ปกติแค่ไหน?
ทุกครั้งที่ตัดหรือต่อไฟขณะมีโหลด จะเกิดประกายไฟเล็ก ๆ ที่หน้าสัมผัสข้างในเสมอ สวิตช์ไฟ ที่ดีจะซ่อนประกายนี้ไว้ในตัว และเสียงที่ได้ยินคือเสียงคลิกของกลไกเท่านั้น แต่ถ้าได้ยินเสียงแปะหรือเสียงซ่าชัดเจน เห็นแสงวาบลอดออกมาจากขอบหน้ากาก หรือได้กลิ่นไหม้ทุกครั้งที่กดสวิตช์ไฟ แปลว่าประกายไฟแรงผิดปกติ
ต้นเหตุมักเป็นหน้าสัมผัส ที่สึกจนผิวไม่เรียบ จุดต่อสายที่หลวมจนเกิดประกายที่ขั้ว หรือใช้กับโหลดทีทำให้เกิดประกายรุนแรงกว่าหลอดไฟ เช่นโหลดจากมอเตอร์ อาการนี้ไม่ควรปล่อยไว้ เพราะประกายไฟที่เกิดซ้ำทุกวันจะทำให้หน้าสัมผัสไหม้เร็วขึ้นเรื่อย ๆ ให้ช่างไฟตรวจทั้งสวิตช์และจุดต่อสาย
เสียงดังจากในผนังทั้งที่ไม่ได้กด ต้องตัดไฟทันที
ถ้าได้ยินเสียงแปะ เสียงซ่า หรือเสียงหึ่งจากกล่องสวิตช์หรือในผนังทั้งที่ไม่ได้กดอะไร แปลว่ามีจุดต่อหลวมที่เกิดประกายไฟอยู่ตลอด อาการนี้เสี่ยงไฟไหม้สูง ให้ตัดเบรกเกอร์ของวงจรนั้นทันที หรือถ้าไม่แน่ใจว่าวงจรไหน ให้ตัดเมน แล้วเรียกช่างไฟ
ไฟกะพริบ ติด ๆ ดับ ๆ อาจไม่ได้เสียที่หลอด แต่เสียที่ สวิตช์ไฟ
เมื่อไฟกะพริบ คนส่วนใหญ่เปลี่ยนหลอดก่อน ซึ่งถูกต้องในหลายกรณี แต่ถ้าเปลี่ยนหลอดใหม่แล้วยังกะพริบ หรือกะพริบเฉพาะตอนกดสวิตช์ หรือตอนแตะหน้ากากเบา ๆ ต้นเหตุมักอยู่ที่หน้าสัมผัสในสวิตช์ที่แตะกันไม่สนิท หรือสายที่ขั้วสวิตช์หลวม
วิธีแยกอาการง่าย ๆ คือ ถ้าหลอดหลายดวงในวงจรเดียวกันกะพริบพร้อมกัน ให้สงสัยสวิตช์หรือจุดต่อในวงจร ถ้ากะพริบดวงเดียว ให้สงสัยหลอดหรือขั้วหลอดก่อน และถ้าไฟทั้งบ้านกะพริบหรือหรี่ลงพร้อมกันเวลาเครื่องใหญ่ทำงาน ต้นเหตุอาจอยู่ที่สายเมนหรือระบบไฟของบ้าน ซึ่งต้องให้ช่างไฟตรวจ
ปิดสวิตช์แล้ว หลอด LED ยังเรืองแสงจาง ๆ
อาการนี้เกิดได้หลายสาเหตุ เช่น สวิตช์รุ่นที่มีไฟแสดงสถานะซึ่งปล่อยกระแสเล็ก ๆ ผ่านไปที่หลอดตลอด สายไฟเดินคู่กันยาวจนมีแรงดันเหนี่ยวนำ หรือสวิตช์ถูกต่อไว้ที่สายนิวทรัลแทนสายไฟเส้นที่มีไฟ กรณีหลังเป็นเรื่องความปลอดภัย เพราะแม้สวิตช์ปิด ขั้วหลอดยังมีไฟอยู่ ให้ช่างไฟตรวจว่าต่อถูกเส้นหรือไม่
สวิตช์ไฟ กดแล้วหลวม ค้าง หรือไม่เด้งกลับ ต้องเปลี่ยน ไม่ต้องซ่อม
กลไกสปริงในสวิตช์ไฟมีอายุการใช้งาน เมื่อกดไปมากพอ สปริงจะล้า ปุ่มจะหลวม กดแล้วไม่ดีดกลับ หรือค้างอยู่กลางทางจนไฟติดบ้างดับบ้าง ตำแหน่งค้างครึ่งทางแบบนี้อันตราย เพราะหน้าสัมผัสแตะกันไม่เต็มที่และเกิดความร้อน
สวิตช์ไฟราคาไม่สูง และไม่ได้ออกแบบมาให้แกะซ่อม เมื่อกลไกเสีย ให้เปลี่ยนตัวใหม่ที่พิกัดเหมาะกับวงจรเดิม โดยให้ช่างไฟเป็นคนเปลี่ยน หรือถ้าเปลี่ยนเอง ต้องตัดเบรกเกอร์และวัดให้แน่ใจว่าไม่มีไฟก่อนแกะ ระหว่างถอดตัวเก่า ให้จดหรือถ่ายรูปไว้ว่าสายแต่ละเส้นต่อเข้าขั้วไหน โดยเฉพาะสวิตช์สองทางที่มีขั้วมากกว่าปกติ ถ้าต่อกลับผิดขั้ว ไฟจะเปิดปิดได้ไม่ครบทุกจุด
สวิตช์ไฟ ในห้องน้ำ หน้าบ้าน และจุดเปียก เสื่อมเร็วกว่าที่อื่น
สวิตช์ที่อยู่ใกล้ฝักบัว อ่างล้างมือ ระเบียง หรือผนังด้านนอกที่โดนฝนสาด จะเจอความชื้นตลอดเวลา ความชื้นทำให้ขั้วต่อเป็นสนิม หน้าสัมผัสเสื่อม และอาจทำให้มีไฟรั่วที่ผิวหน้ากาก
อาการที่เห็นคือ สวิตช์ฝืด มีคราบเขียวหรือคราบขาวที่ขั้วเมื่อเปิดดู หรือรู้สึกซ่าที่ปลายนิ้วเวลากด อาการรู้สึกซ่า คือสัญญาณไฟรั่ว ห้ามใช้ต่อ ให้ตัดไฟ และเรียกช่างไฟทันที
การป้องกัน ให้ใช้ สวิตช์ไฟ ที่มีฝาครอบกันน้ำในจุดที่เปียก และวงจรในพื้นที่เปียกควรมีอุปกรณ์ตัดไฟรั่ว

เปลี่ยน สวิตช์ไฟ ใหม่แล้ว อาการยังอยู่ แปลว่าปัญหาอยู่ที่วงจร
หลายบ้าน อาจเจอสวิตช์ไฟร้อนหรือไฟกะพริบ แล้วแก้ด้วยการซื้อสวิตช์ไฟตัวใหม่มาเปลี่ยน ใช้ได้ไม่กี่สัปดาห์อาการเดิมก็กลับมา นั่นแปลว่าสวิตช์ไม่ใช่ต้นเหตุหลัก แต่เป็นผลที่ปลายทาง ต้นเหตุอาจอยู่ที่สายไฟในผนังที่เสื่อมตามอายุ จุดต่อสายในกล่องพักสายที่หลวม หลอดหรือโคมที่มีปัญหา หรือโหลดทั้งวงจรที่มากเกินกว่าสายและเบรกเกอร์จะรับได้
วิธีจัดการ ควรให้ช่างไฟไล่ตรวจทั้งวงจร ไม่ใช่เฉพาะจุดสวิตช์ ช่างจะวัดและดูจุดต่อตลอดเส้นทาง แล้วบอกได้ว่าต้องแก้ที่จุดไหน การเปลี่ยนสวิตช์ซ้ำไปเรื่อย ๆ นอกจากเสียเงินแล้ว ยังทำให้ต้นเหตุจริงถูกปล่อยไว้ในผนังต่อไป
ถ้ากด สวิตช์ไฟ แล้วเบรกเกอร์ตัดทันที ห้ามเปิดซ้ำ
ถ้ากดสวิตช์แล้วเบรกเกอร์ตัดทันที หรือเห็นแสงวาบพร้อมไฟดับทั้งวงจร แปลว่ามีการลัดวงจรอยู่ที่ไหนสักแห่ง อาจเป็นที่สวิตช์ ขั้วหลอด โคมไฟ หรือสายในผนัง ห้ามยกเบรกเกอร์ขึ้นแล้วกดสวิตช์ซ้ำเพื่อลองดูอีกครั้ง เพราะทุกครั้งที่ลัดวงจร จุดที่เสียจะไหม้มากขึ้น ให้ปล่อยเบรกเกอร์ไว้ในตำแหน่งตัด แล้วเรียกช่างไฟมาหาจุดลัดวงจรก่อน
ขั้นตอนปลอดภัย เมื่อต้องเปิดหน้ากาก สวิตช์ไฟ ดูเอง
ถ้าต้องการเช็กสวิตช์ไฟเบื้องต้นก่อนเรียกช่าง ให้ทำตามลำดับนี้ทุกครั้ง
- ตัดเบรกเกอร์ของวงจรนั้น ถ้าไม่รู้ว่าวงจรไหน ให้ตัดเมน
- ใช้ไขควงวัดไฟหรือเครื่องวัดไฟเช็กว่าไม่มีไฟที่ขั้วสวิตช์จริง
- เปิดหน้ากากแล้วดูด้วยตา หารอยไหม้ สายกรอบ หรือสกรูหลวม โดยไม่ดึงสาย
ถ้าเห็นรอยไหม้ ฉนวนละลาย หรือไม่แน่ใจว่าสายเส้นไหนคืออะไร ให้ปิดเบรกเกอร์ของวงจร สวิตช์ไฟ แล้วไม่เปิดกลับจนกว่าจะแก้เสร็จ หรือช่างตรวจแล้ว

สรุป: สวิตช์ไฟ ที่ปกติต้องเงียบ เย็น และตัดต่อได้ชัดเจน
อาการของ สวิตช์ไฟ ทุกแบบในบทความนี้ชี้ไปที่ต้นเหตุไม่กี่อย่าง ร้อนเพราะจุดต่อหลวมหรือโหลดเกิน เสียงแปะเพราะหน้าสัมผัสสึกหรือประกายไฟที่ขั้ว กะพริบเพราะหน้าสัมผัสแตะไม่สนิท และกดหลวมเพราะกลไกล้า บ้านที่ใช้สวิตช์เดิมมานานหลายปี หรือต่อเครื่องใช้ไฟฟ้ากำลังสูงไว้กับสวิตช์ไฟ มักเจออาการเหล่านี้ก่อนที่อื่น
สิ่งที่ควรทำคือ จับสังเกตความอุ่นของหน้ากากเป็นครั้งคราว ฟังเสียงตอนกด ดูรอยเหลืองหรือรอยดำ เปลี่ยนหลอดก่อนเมื่อไฟกะพริบดวงเดียว แต่ถ้าหลายดวงกะพริบพร้อมกัน ให้สงสัยสวิตช์และจุดต่อ เปลี่ยนสวิตช์ที่กลไกเสียแทนการซ่อม ใช้สวิตช์ที่มีฝาครอบในจุดเปียก และย้ายโหลดหนักอย่างปั๊มหรือแอร์ไปใช้อุปกรณ์ควบคุมของตัวเอง
ถ้าสวิตช์ไฟมีรอยไหม้ มีกลิ่นไหม้ มีเสียงจากในผนังทั้งที่ไม่ได้กด หรือรู้สึกซ่าตอนจับ ให้ตัดเบรกเกอร์ทันทีแล้วเรียกช่างไฟ ห้ามรอให้หายเอง และก่อนแกะสวิตช์ทุกครั้ง ต้องตัดไฟและวัดให้แน่ใจก่อนเสมอ
ถ้าตรวจแล้ว สรุปว่าต้องเปลี่ยน ลองดู สวิตช์ไฟ หลาย ๆ รุ่น ในร้านอุปกรณ์ไฟฟ้า และเลือกพิกัดให้ตรงกับวงจรเดิม

Comments